กฤษณาสยาม

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Home ฟักข้าว / ขี้พร้าไฟ (หาดใหญ่) ฟักข้าว / ขี้พร้าไฟ การทำน้ำฟักข้าวทานที่บ้านอย่างง่าย

การทำน้ำฟักข้าวทานที่บ้านอย่างง่าย

E-mail Print PDF

การทำน้ำฟักข้าวทานที่บ้านอย่างง่าย

กุมภาพันธ์ 26, 2010 โดย benzkr

 

วันนี้มีวิธีการทำน้ำฟักข้าวมาฝาก อย่างที่ทราบกัน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีวิตามิน A สูงมาก มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงเช่น Oleic Acids, Palmilic Acids,Linoleic Acids และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน (อาจารย์บอกมาครับ) และมีแคลเชี่ยมสูงด้วยครับ เพราะฉนั้นผมจึงมีความเชื่อว่าฟักข้าวเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับคนทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราและสามารทานได้หมด จะช่วยเป็นอาหารเสริมที่รางกายขาดหายไปได้ น่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีงานวิจัยที่พบว่ามันมีสารที่เป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และโรคโลหิตจางในเด็กเป็นต้น สารที่ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคที่กล่าวมาคือ ไลโคปีน ที่มีมากในมะเขือเทศ แต่ในฟักข้าวมีมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่าเลยทีเดียว ต่างประเทศเค้าเอามาทำเป็นอาหารเสริมจำหน่ายทำเป็นธุรกิจอย่างเป็ยล่ำเป็นสันกันเลยทีเดียวครับ เอาหละเรามาดูวิธีการทำน้ำฟักข้าวกัน

ต้องใช้ฟักข้าวสุกนะครับ

1.แยกเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากเมล็ดก่อนนะครับ

2.ใช้ชอนควักเอาเนื้อของผลออกมาด้วย (เนื้อจะทำให้น้ำฟักข้าวเนียนนุ่มน่ารับประทานและทำหน้าที่แทนเจลลาตินให้น้ำเป็นวุ้นเข้มข้น)

3.นำเนื้อผลและเยื่อหุ้มเมล็ดมาปั่นรวมกันเติมน้ำเสารส (หรือผลไม้อื่นๆที่มีรสเปรี้ยว) ตามชอบ ผมใช้ ฟักข้าว 22.5% +น้ำเสาวรส 5% หรือเกินนิดหน่อยถ้าชอบเปรี้ยวมาก + น้ำตาลฟลุกโทส (หรือน้ำตาลทรายก็ได้) 8% ที่เหลือเป็นน้ำปล่าวครับ 65%  (ความเปรี้ยวจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 – 5  ความหวานจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 Brix)

4.ละลายน้ำตาลในหม้อให้ละลายให้หมดก่อน แล้วเติมส่วนผสมจากข้อ 3 ลงไปคนให้เข้ากันกับน้ำละลาย

สังเกตุการคนครั้งแรกจะเกิดฟองอากาศค่อนข้างมาก แต่เมื่อคนไปเรื่อยๆ ฟองจะลดลงจนหายไป แสดงว่าเข้ากันดีแล้ว

5.น้ำไปพาสเจอร์ไร้ท์ โดยการต้มไฟให้อุณหภูมิ 82 องศา นาน 2 นาที(สังเกตุพอเดือดก็ได้ครับ แต่ผมใช้ termomitor วัด)

ในขณะที่ต้มคนบ่อย ๆ นะครับจะได้ไม่ไหม้ที่ก้นหม้อต้ม ถ้าไหม้ก็หมดกัน เททิ้งถ้าทานไม่ได้

6.เมื่ออุณหภูมิได้ที่แล้วนำไปลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำ โดยนำน้ำใส่กาลมังแล้วนำหม้อต้มไปแช่และกวนไปด้วยให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นน้ำเย็นได้ยิ่งดี เหตุผลเพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่นและรสชาติของผลไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด

7.บรรจุขวดปิดฝาให้สนิท แช่น้ำเย็นอีกครั้งหนึง ก่อนนำเข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ ให้เย็นจัดจะอร่อยมาก ถ้าจะให้ถึงใจต้องแช่น้ำแข็ง สุดยอด (อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 45-50 องศาซีครับ)

ข้อควรระวัง ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา หรือให้อยู่ในความเย็น เก็บไว้ทานได้ ประมาณ 15-20 วัน ไม่เสีย

รสชาติเติมเต็มกันตามความชอบนะครับ

หมายเหตุ: สาเหตุที่ต้มก็เพราะนอกจากจะเป็นการฆ่าเชื้อที่เป็นอันตรายต่อทางเดินอาหารแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เป็นกาเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของไลโคปีนด้วย ซึ่งร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

งานวิจัยจาก ม.สงขลาฯ ครับ http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp

ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานอยากทานไม่ควรใช้น้ำตาล แต่ให้ใช้สารให้ความหวานที่ไม่เป็นอัตรายต่อร่างกายแทน ส่วนผมใช้ Mollital ครับ ผู้ที่เป็นเบาหวานทานได้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นครับ

จาก http://benzkr.wordpress.com/2010/02/26/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A/

 

Newsflash

Joomla! 1.5 - 'Experience the Freedom'!. It has never been easier to create your own dynamic Web site. Manage all your content from the best CMS admin interface and in virtually any language you speak.